ดูซีรี่ย์: Dark 1-2-3 ซีรีส์ไซไฟสุดล้ำของ Netflix จากเยอรมนี ย้อนเวลาเปลี่ยนอดีต ปัจจุบัน อนาคต เล่าเรื่องได้น่าลุ้น ระทึกขวัญ บรรยากาศดาร์กสมชื่อ พลอตคล้ายอนิเมะดังอย่าง Steins Gate ซึ่งแม้ว่าเรื่องราวจะเต็มไปด้วยความมืดหม่น และวิปลาสยังไง แต่ก็สรุปเรื่องราวได้โรมานซ์อย่างไม่น่าเชื่อ

เรื่องราวเริ่มขึ้นในเมืองวินเดม ชุมชนเมืองเล็กๆแถบชนบทของเยอรมนี ที่มีจุดเด่นคือมีการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ที่นี่เป็นเมืองที่ค่อนข้างสงบเงียบ แต่ก็เคยมีคดีเด็กหายสาบสูญที่ยังคลี่คลายไม่ได้เกิดขึ้น

ในปี 2019 เกิดเหตุการณ์ฆ่าตัวตายปริศนาของ มิเคล ที่ทำให้​ โยนาส ลูกชายของเขาต้องเข้ารับการบำบัดไประยะหนึ่ง

ต่อมาเมื่อโยนาสกลับมาเรียน วันหนึ่งเขาก็ได้ร่วมกับเพื่อนๆในกลุ่มไปสำรวจถ้ำลึกลับในป่าที่ลือกันว่ามีการเอายาไปซ่อนไว้โดยคนที่เคยหายไป แต่แล้วเหตุการณ์นี้กลับทำให้ มิเกล น้องชายที่ยังเด็กของ มาร์ธ่า ผู้หญิงที่โยนาสแอบชอบ ต้องหายตัวไปด้วย

แล้วนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นความวิปลาสของเรื่องราวทั้งหมด ที่ทำให้โยนาส และผู้ที่เกี่ยวข้องในเมืองนี้พยายามค้นหาว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งคนดูจะพบว่า เรื่องราวมันไปไกลยิ่งกว่าแค่คดีเด็กหายเอามากๆ

โยนาส ครูเกอร์ ลูกชายของ มิคาเอล และ ฮันนาห์ ตัวละครเอกที่ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของเรื่อง ซึ่งตัวตนของเขาทำให้เกิดเรื่องราวหลักที่อยู่ในซีซัน 1-2

โยนาสเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ค่อนข้างมีโลกส่วนตัว เขามีความแคลงใจในสาเหตุการตายของพ่อคือ มิเกล เขายังมีความรักอยู่กับ มาร์ธ่า แต่ภายหลังจึงพบว่าความรักของพวกเขาเป็นเรื่องต้องห้าม

ประโยคหนึ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของเรื่องนี้คือที่เขาชอบพูดกับมาร์ธ่าว่า “พวกเราสองคนเป็นคู่แท้ อย่าได้เชื่อเป็นอื่น” ซึ่งหลังจากเรื่องราวจบลง มันก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ (ลองอ่านในสปอยบทสรุปตอนจบ)

มาร์ธ่า นีลเซ่น ลูกสาวของ อูลริช และ คาธารีน่า เรื่องราวของเธอเป็นตัวแปรระดับกุญแจสำคัญมากอีกหนึ่งของเรื่องราวที่ถูกเฉลยในซีซัน 3

มาร์ธ่าเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างธรรมดา เธอมีความรักกับโยนาส แต่ก็พบว่าเรื่องราวระหว่างพวกเธอมันมีเบื้องหลังซับซ้อนกว่านั้น มาร์ธ่ามีบุคลิกที่มุ่งมั่นเกินกว่าภาพลักษณ์ภายนอก

สุดยอดซีรีส์สัญชาติเยอรมนีเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่คนดูอาจจะต้องดูแบบเก็บรายละเอียดตั้งใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลย ชนิดที่ว่าหากเราพลาดซีนไหนหรือคำพูดประโยคไหนไป อาจจะดูไม่รู้เรื่องเอาเลยก็ได้ แต่ตัวซีรีส์ก็ไม่ได้ทำออกมาในแบบที่ดูยากหรือน่าเบื่อ ในทางกลับกันมันนำเสนอเรื่องราวได้มีสีสัน สนุก น่าติดตามเอามากๆทั้งในส่วนของดราม่าชีวิตตัวละครและปมปริศนาในเรื่องที่มีพลอตรองเต็มไปหมด

สำหรับจุดที่ทำให้คนดูอาจจะรู้สึกปวดหัวที่สุดของเรื่องนี้อยู่ที่ “การย้อนเวลา” ที่ได้ส่งผลกระทบในระดับลูกโซ่ของกลุ่มตัวละครเกือบทั้งเรื่อง และไม่ไช่แค่คนไม่กี่คน แต่มันยังทำให้เกิดผลกระทบทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต เนื่องจากเมื่อตัวละครหนึ่งได้ย้อนเวลากลับไปอดีต แล้วกลายเป็นว่าเขาทำให้เกิดวงจรสุดอุบาทว์ขึ้นมา ดังนั้นนี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่สุดของเรื่องทั้งใน 2 ซีซันแรกที่คนดูจะได้ดูเรื่องราวผ่านกลุ่มตัวละครต่างๆ แล้วต้องมาเรียบเรียงเอาเองในระหว่างที่รับชมว่า ใครทำอะไรบ้าง ถึงได้เกิดเหตุการณ์และวงจรต่างๆ ขึ้น

ซึ่งผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของเรื่องจากการย้อนเวลาก็คือ การทำให้เกิดวันสิ้นโลกในปี 2019 ที่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์นี้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเป็นผลมาจากการที่ตัวละครบางคนไปยุ่งกับการเปิดถังที่เก็บสสารสีดำบางส่วนที่เรียกว่าอนุภาคพระเจ้า ที่อยู่ในโรงงานนิวเคลียร์

ในซีซันแรก เรื่องราวเน้นไปที่การสืบค้นหาความจริงของการย้อนเวลาในถ้ำปริศนา ผ่านทางตัวละครเอกอย่างโยนาส และนักสืบอูลริค กระทั่งตอนจบซีซันแรก เรื่องราวได้เปิดเผยเหตุการณ์ที่พลังงานดังกล่าวระเบิดออกมาจนนำมาสู่วันสิ้นโลก และทำให้เราเห็นภาพในโลกอนาคตที่ล่มสลายว่ามีสภาพยังไง

ในซีซันสอง เรื่องราวได้เผยว่า สถานการณ์ทำให้ โยนาส ได้กลายมาเป็นนักท่องกาลเวลาได้ยังไง รวมถึงการที่โยนาสในวัยรุ่นได้พบกับโยนาสที่เป็นนักท่องเวลาไปแล้วในวัยกลางคน แล้วไม่เพียงเท่านั้น ตัวละครในช่วงเวลาอื่นๆก็ได้เริ่มมากับตัวเองกันมากขึ้น รวมถึงการที่อูลริคย้อนเวลาไปทำให้เรื่องราวในอดีตมันยุ่งเหยิงกว่าเดิม

อีกทั้งการที่บางตัวละครเลือกที่จะใช้การย้อนเวลาไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์หรือทำตามความปรารถนาของตนเองมากกว่าจะสนใจเรื่องอื่นๆ และจบซีซันสองด้วยการที่เราเริ่มจะมองเห็นการแบ่งฝ่ายที่ชัดเจนระหว่าง อดัม และอีกฝั่งที่ส่งคนของตนเองเข้ามาผลักดันให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆและต่อสู้ตามเป้าหมายในการแทรกแซงไทม์ไลน์ของตน รวมถึงการเฉลยว่า อดัมคือใครกันแน่ และจบซีซันสองด้วยการเปิดเผยว่า ไม่ใช่แค่ไทม์ไลน์ที่แตกต่างกัน แต่มันยังมี “เวิร์ลไลน์” คือโลกที่แตกต่างกันอยู่อีก

โดยโลกที่ว่านั้นมีจุดแตกต่างกันก็คือ โลกแรกคือโลกที่มีโยนาส และโลกสองคือโลกที่ไม่มีโยนาส ซึ่งนี่เองคือสิ่งที่เราจะได้รับชมใน ซีซัน 3

ในซีซันสาม เรื่องราวต่อเนื่องมาจากตอนจบซีซันสอง เมื่อเราจะได้พบว่า มาร์ธ่า นางเอกของเรื่องนี้ ก็เป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญมากในระดับเป็นตัวฟันเฟืองของทั้งสองโลกไม่แพ้โยนาสเลยทีเดียว โดยในซีซันสาม เรื่องราวจะเล่าในมุมของตัวละครโยนาสที่หลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่ง เป็นโลกที่ไม่มีตัวเขาเกิดขึ้นมา

โดยในซีซันสาม มาร์ธ่า จะมาเป็นตัวหลักในการเดินเรื่องอีกคน ทำให้เราเห็นสภาพโลกที่สอง ที่ไม่มีโยนาส และได้เห็นว่าในขณะที่ฝั่งหนึ่งมีอดัมที่ต้องการค้นหาและทำลายปมของวงจรอุบาทว์ อีกฝั่งหนึ่งก็มี เอวา ที่พยายามทำให้เกิดปมขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อรักษาวงจรนี้เอาไว้ชั่วนิรันดร์ เรื่องราวจึงเสมือนเป็นการต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่าง อดัม และ เอวา (อดัม และ อีฟ ตามที่ทั้งสองตัวละครเคลมไว้) โดยมีตัวตนของ โยนาส จากโลกแรก และ มาร์ธ่า จากโลกสอง เป็นตัวแปรสำคัญ

ถือว่าเป็นการสปอยล์ขั้นรุนแรงเลยก็ว่าได้ ว่าที่จริงแล้ว ใครเป็นลูกใคร ใครรักใคร ใครเกี่ยวข้องกับใคร ซึ่งเราก็จะพบว่าบรรดาชื่อของตัวละครบางคนและแนวคิดบางอย่างจะมีส่วนพ้องกับในคีมภีร์ไบเบิลด้วย ไม่ว่าจะเป็น อดัม เอวา (อีฟ) มิเกล (มิคาเอล) โยนาส โนอาห์

อาจกล่าวได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้มีการแฝงแนวคิดและปรัชญาที่อิงและล้อคริสต์ศาสนาเข้าไปในตัวส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องสวรรค์ ที่ในซีรีส์นำเสนอว่า “ความมืดรึเปล่า ที่เป็นสวรรค์” ตามชื่อ Dark และถ้าหากเราลองมองทุกอย่างให้หลุดไปจากแค่การมีสองสิ่งที่คู่ขนานกัน เช่นในกรณีของ อดัม และ เอวา ที่เป็นมนุษย์คู่แรกที่ให้กำเนิดมนุษย์ตามความเชื่อในไบเบิล เราอาจจะค้นพบว่าที่จริงแล้ว มนุษย์ก็ไม่ได้เกิดจากชายหญิงคู่แรกของโลกตามที่คริสต์ศาสนาสอนไว้

หรืออาจกล่าวได้ว่า ความจริงแท้หรือสัจธรรมที่มนุษย์เรารับรู้ แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่หยดน้ำเล็กๆ ของสิ่งที่ยิ่งใหญ่และลึกล้ำอย่างมหาสมุทร ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวละครในเรื่องได้พูดไว้ในช่วงท้ายเรื่อง

หากมองในมุมหนึ่ง การมีอยู่ของทั้งสองโลกหลักในเรื่อง Dark แม้จะดูเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ เสมือนเป็นการดำรงอยู่ระหว่างแสงและเงา ผู้ชายและผู้หญิง อดัมและเอวา ขั้วตรงข้ามที่ให้กำเนิดชีวิตและสรรพสิ่ง แต่ถ้าลอง “พลิกมุมมอง” เพียงแค่นิดเดียว มองออกไปให้ไกลจากกรอบของการแบ่งแยกเป็นสอง เราอาจจะพบความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ตรงนี้เสมือนเป็นการล้อเลียนและแอบกักศาสนาก็ได้ว่า ลองมองออกไปให้ไกลจนพบมหาสมุทร (วิทยาศาสตร์) ดูสิ อาจจะพบทางแก้ปัญหาทั้งหมดก็ได้

แต่ในบทสรุปของเรื่อง ก็ไม่ได้ต่อต้านศาสนาอะไรขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ดลใจให้เหตุการณ์สำคัญทีจะเป็นต้นกำเนิดของเรื่องทั้งหมด ก็มาจาก แรงดลใจเล็กๆ ที่บางทีเราอาจจะได้รับจากสิ่งที่อธิบายไม่ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ (เช่น เทวดา) ก็เป็นได้